พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระพุทธบาทสี่รอย จ. เชียงใหม่
ก า ร ส ว ด อุ ป ป า ต ะ สั น ติ ม ห า สั น ติ ง ห ล ว ง
“อุปปาตะสันติ” ทางเมืองเหนือเรียกว่า “มหาสันติงหลวง”
อุปปาตะสันติ แยกเป็น ๒ คำ คือ อุปปาตะ คำ ๑
และ สันติ คำ ๑ อุปปาตะ แปลว่า เคราะห์กรรม, เหตุร้าย, อันตราย
และแปลว่าสิ่งกระทบกระเทือน
อุปปาตะสันติ แปลว่า บทสวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม
สวดเพื่อสงบเหตุร้าย และสวดเพื่อสงบสิ่งที่กระทบกระเทือน
• ป ร ะ วั ติ คั ม ภี ร์ อุ ป ป า ต ะ สั น ติ
คัมภีร์อุปปาตะสันติ เป็นวรรณกรรมภาษาบาลีของล้านนาไทย
จัดเข้าในหนังสือประเภท “เชียงใหม่คันถะ”
คือ คัมภีร์เชียงใหม่มีอายุประมาณ ๖๐๐ ปีเศษแล้ว
แต่งโดย พระมหามังคละสีลวังสะ
พระเถระนักปราชญ์ของชาวเชียงใหม่รูปหนึ่ง
ในสมัยของ พระเจ้าสิริธรรมจักกวัตติลกราชาธิราช (พระเจ้าติโลกราช)
รัชกาลที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังรายระหว่าง พ.ศ.๑๙๘๕-๒๐๓๐
เป็นคาถาล้วนจำนวน ๒๗๑ คาถา
คัมภีร์นี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ในหมู่ชนชาวล้านนามาแต่โบราณกาล
ทั้งพระสงฆ์ สามเณร และชาวบ้าน
พากันสวดและฟังอุปปาตะสันติ
เพื่อกลับความร้ายให้กลายเป็นความดี
มีคำเล่าว่า สมัยที่ท่านพระมหามังคละสีลวังสะแต่งอุปปาตะสันตินั้น
ที่เชียงใหม่มีโจรผู้ร้ายและคนอันธพาลชุกชุมผิดปกติ
มีเหตุร้ายและสิ่งกระทบกระเทือนอยู่เสมอ
พระมหาเถระสีละวังสะจึงให้พระสงฆ์สามเณรและประชาชนพากันสวด
และฟังอุปปาตะสันติ เพื่อสงบเหตุร้ายทั้งมวลที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง
ต่อมาชาวพม่ามีความเลื่อมใส
นำคัมภีร์นี้เข้าไปในประเทศพม่า
ชาวพม่าทั้งพระสงฆ์และประชาชน
นับถือว่าพระคัมภีร์อุปปาตะสันตินี้มีความศักดิ์สิทธ์มาก
พากันนิยมท่อง นิยมสวด และนิยมฟังกันอย่างกว้างขวาง
แพร่หลายไปทั่วประเทศพม่าในสมัย ๕๐๐ ปีที่ล่วงแล้ว
ในงานพิธีสืบชะตา งานขึ้นบ้านใหม่เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม
กล่าวได้ว่าคัมภีร์อุปปาตะสันติเป็นคัมภีร์ของไทย
แต่ต้นฉบับได้จากเมืองไทยไปอยู่เมืองพม่าเสียนาน
จนแทบกล่าวได้ว่า
คนไทยในสมัยหลังๆ นี้ไม่มีใครรู้จัก
ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อของคัมภีร์นี้
แต่บัดนี้เป็นที่โสมนัสยินดียิ่ง
ที่ เจ้าคุณธรรมคุณาภรณ์ (เช้า ฐิตปัญโญ) ป.ธ. ๙
วัดมหาโพธาราม ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์
ท่านได้ชำระคัมภีร์นี้เป็นภาษาบาลีอักษรไทย
พื่อความสะดวกแก่ผู้อ่านที่ไม่สันทัดบาลี
โดยได้ต้นฉบับภาษาบาลีอักษรพม่าจากท่าน
พระอาจารย์ภัททันตะ ธัมมานันทมหาเถระ
อัครมหาบัณฑิตแห่งวัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง
นับว่าเป็นการนำคัมภีร์ของล้านนาไทยโบราณ
กลับคืนมาสู่เมืองไทยให้ชาวไทยในยุคปัจจุบันได้รู้จัก
ได้ศึกษา ได้สวด ได้ฟังให้เกิดประโยชน์ทางสันติ
เพื่อความสงบระงับจากภัยพิบัติทั้งปวง
และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวล้านนา ชาวไทย
ตลอดจนชาวโลกทั้งมวล
หลักฐานคัมภีร์ “อุปปาตะสันติ” ฉบับหนึ่งในล้านนาไทย
ซึ่งเขียนไว้ในสมุดข่อย หมึกจีน อาบน้ำชาด
ที่เรียกว่าประวัติย่อ ดังนี้...
ในปีจุลศักราช ๑๒๗๙ ปีดับไก๊ เดือน ๘
เหนือ เพ็ญ วันศุกร์ ปีกุน สัปตศก พ.ศ.๒๔๗๘
เจ้าภาพเขียนต้นฉบับนี้ คือ นายน้อยปิง มารวิชัย
บ้านประตูท่าแพเป็นประธานพร้อมทั้งภริยาลูกและญาติทุกคน
ได้จ้างคนเขียนธรรม ๕ ผูก คือมลชัย ๑ ผูก..อินทนิล ๑ ผูก..
สังยมาปริตตคลสูตร ๑ มังผูก..นัครฐาน ๑ ผูก...
อุปปาตสันติ ๑ ผูก รวม ๕ ผูก พร้อมทั้งสร้างบ่อน้ำถวาย
พระครูบาศรีวิชัย (ปฏิคาหก) ทานวัดศรีโสดา และถนนขึ้นดอยสุเทพ
ขอกุศลบุญเยี่ยงนี้ จงเป็นปัจจัยค้ำชูตัวแห่งผู้ข้า ฯ (นายน้อยปิง)
ทั้งหลายทุกคนตราบถึงนิพพานในอนาคตกาลโน้นเทอญ ฯ
• เนื้อความในอุปปาตะสันติมหาสันติงหลวง
เนื้อความในอุปปาตะสันติคาถานั้น สรุปได้ว่า....
• เป็นธรรมที่กระทำความสงบอันยิ่งใหญ่
• เป็นธรรมเครื่องสงบเหตุร้ายทั้งปวง
• เป็นธรรมเครื่องป้องกันอมนุษย์ และยักษ์
• เป็นธรรมเครื่องพ้นจากความตายก่อนกำหนดเวลา
• เป็นธรรมเครื่องย่ำยีกำลังของข้าศึก
• เป็นธรรมเครื่องจำเริญชัยชนะแด่พระราชา
• เป็นธรรมเครื่องนำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งปวงออกไป
อุปปาตะสันติคาถา เป็นบทสวดอย่างพิสดาร
ท่านจึงกล่าวพระนามของพระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระอริยสงฆ์ไว้อย่างครบถ้วน
ทั้งที่มีมาในอดีต ในปัจจุบัน และจักมีมาในอนาคต
รวมตลอดไปจนถึงท่านที่ทรงคุณ ทรงอำนาจ ทรงฤทธิ์
ในทางที่ดีอื่นๆ เช่น เทวดา อินทร์ พรหม
ยักษ์ นาค คนธรรพ์ ครุฑ อสูรเป็นต้น
เพื่อขอความเป็นมงคล ความสงบ ความสวัสดี
ความไม่มีโรค ชัยชนะ และอายุ
รวมทั้งขอให้ท่านคุ้มครองให้พ้นจากเหตุเภทภัยนานัปการ
อันจะบังเกิดขึ้นในกาลทุกเมื่อ
• บุคคลและสภาวะที่อ้างถึงในคัมภีร์อุปปาตะสันติมี ๑๓ ประเภทคือ
• พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตถึงปัจจุบัน (เน้นที่ ๒๘ พระองค์)
• พระปัจเจกพุทธเจ้า
• พระพุทธเจ้าในอนาคต ๑ พระองค์ คือ พระเมตไตรย
• โลกุตตรธรรม ๙ และพระปริยัติธรรม ๑
• พระสังฆรัตนะ
• พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ๑๐๘ รูป
• พระเถรีชั้นผู้ใหญ่ ๑๓ รูป
• พยานาค
• เปรตบางพวก
• อสูร
• เทวดา
• พรหม
• บุคคลประเภทรวม เช่น เทวดา ยักษ์ ปีศาจ
คือผีที่ทำสิ่งใดๆ อย่างโลดโผน
และวิชชาธรหรือพิทยาธร (สันสกฤตเรียกวิทยาธร)
ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเรียกพวก เซอเร่อคือพ่อมด แม่มด หรือผู้วิเศษ
พวกวิชชาธร เป็นพวกรอบรู้เรื่องเครื่องรางและเสน่ห์ต่างๆ
สามารถไปทางอากาศได้
• เรื่องราวเย็นอกเย็นใจที่สังคมมุ่งหวังและเสาะแสวงหา
ที่กล่าวถึงในคัมภีร์อุปปาตะสันติที่สำคัญ ๓ ประการ
๑. สันติหรือมหาสันติ
ความสงบ ความราบรื่น ความเยือกเย็น ความไม่มีคลื่น
๒. โสตถิ
ความสวัสดี ความปลอดภัย ความเป็นอยู่เรียบร้อย หรือตู้นิรภัย
๓. อาโรคยะ
ความไม่มีสิ่งเป็นเชื้อโรค
ความไม่มีโรคหรือความมีสุขภาพสมบูรณ์
คัมภีร์อุปปาตะสันติ มีข้อความขอความช่วยเหลือ
ขอให้พระรัตนตรัยและบุคคล
พร้อมทั้งสิ่งทรงอิทธิพลในจักรวาลรวม ๑๓ ประเภท
ดังกล่าวมาแล้วช่วยสร้างสันติ หรือมหาสันติ
ช่วยสร้างโสตถิและอาโรคยะ
ช่วยปรุงแต่งสันติและอาโรคยะ
ขอให้ช่วยรวมสันติ รวมโสตถิและรวมอาโรคยะ
และขอให้ช่วยเป็นตู้นิรภัยคุ้มครอง
และกำจัดเหตุร้ายอันตรายหรือสิ่งกระทบกระเทือนต่างๆ
อย่าให้เกิดมีในตน ในครอบครัว ในหมู่คณะ
หรือในวงงานของตน และในวงงานของคนอื่นทั่วไป
• อานิสงส์การสวดและการฟังอุปปาตะสันติ
มีคุณประโยชน์ตามที่กล่าวไว้ ในท้ายคัมภีร์ มีดังนี้
ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ
ย่อมชนะเหตุร้ายทั้งปวงได้ และมีวุฒิภาวะคือ
ความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
• ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติย่อมได้ประโยชน์ที่ตนต้องการ
คือ ผู้ประสงค์ความปลอดภัยย่อมได้ความปลอดภัย
คนอยากสบายย่อมได้ความสุข
คนอยากมีอายุยืน ย่อมได้อายุยืน
คนอยากมีลูก ย่อมได้ลูกสมประสงค์
ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ
ย่อมไม่มีโรคลมเป็นต้นมาเบียดเบียน
ไม่มีอกาละมรณะคือตายก่อนอายุขัย
ทุนนิมิตรคือลางร้ายต่างๆมลายหายไป
ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ
เมื่อเข้าสนามรบย่อมชนะข้าศึก
ทั้งปวงและแคล้วคลาดจากอาวุธทั้งปวง
• เดชของอุปปาตะสันติ
การสวดอุปปาตะสันติเป็นประจำ ย่อมมีเดชดังนี้
• อุปปาตะ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน
อันเกิดจากแผ่นดินไหวเป็นต้น ย่อมพินาศไป
(ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา)
• อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน
อันเกิดจากลูกไฟที่ตกจากอากาศหรือสะเก็ดดาว ย่อมพินาศไป
(อุปปาตะจันตะลิกขะชา)
• อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน
อันเกิดจากการเกิดจันทรุปราคาหรือสุริยุปราคา เป็นต้น ย่อมพินาศไป
(อินทาทิชะนิตุปปาตา)
ข้อมูลทั้งหมดและภาพจาก http://www.dhammajak.net/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น